| วันแรก |
| 05.00 น. |
คณะพร้อมกันที่จุดนัดหมายโดยมีมัคคุเทศก์ของเราคอยต้อนรับและ
อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าพร้อมรับประทานอาหารเช้าแบบกล่อง |
| 05.30 น. |
ออกเดินทางสู่ขอนแก่น สนุกสนานกับกิจกรรมบนรถ
และกิจกรรมบัสแรลลี่พร้อมรับประทานอาหารว่างระหว่างการเดินทาง
(ขนมขบเคี้ยว และ น้ำดื่ม) |
| 12.00 น. |
เช็คอิน ที่โรงแรม Sofitel Racha Orchid
Khonkhean. |
| 12.30 น. |
รับประทานอาหารเที่ยงที่ ภัตตาคารท้องถิ่น
ริมบึงแก่นนคร
จากนั้น นำท่านชม โฮมมูนมัง ที่เปิดเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม
2546 " โฮมมูนมัง " นั้นแปลแยกออกมาจากคำว่า
" โฮม " ซึ่งเป็นภาษาอีสาน ที่ชาวขอนแก่นใช้เรียกห้องโถงใหญ่ๆ
ส่วนคำว่า " มูนมัง " มีหมายความว่า มรดกตกทอดของปู่ย่าตายาย
ดังนั้นรวมกันแล้วจึงหมายถึง " โฮมมูนมัง "
ภายในของโฮมมูนมัง จัดจำลองเรื่องราวของขอนแก่นตั้งแต่แรกเริ่มเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
โดยจัดแบ่งออกเป็น 5 โซน
โซนที่1 - จะแนะนำถึงเมืองขอนแก่น ลักษณะภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ
โซนที่ 2 - เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
โซนที่ 3 - เป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่มาของการสร้างเมือง
โซนที่ 4 -ซึ่งเป็นการจำลองวิถีชีวิตของชาวขอนแก่นที่มีผู้เข้ามาอาศัยหลายต่อหลายเชื้อชาติ
โดยเฉพาะเชื้อชาติจีน แขก และ เรื่องของหมอสอนศาสนา
โซนที่ 5- ซึ่งเป็นโซนสุดท้าย บอกเล่าเรื่องของขอนแก่นในปัจจุบัน
อาทิบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญของเมือง
ออกมาจากโฮมมูนมัง แวะชมบริเวณใกล้เคียง ซึ่งมีเขตต่อเนื่องถึงกัน
เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของขอนแก่น
นั่นก็คือ บึงแก่นนคร บึงน้ำขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง
ร่มรื่น ล้อมรอบบริเวณด้วยไม้ยืนต้นเขียวชอุ่ม ซึ่งในวันนี้
เป็นสถานที่สำหรับการพักผ่อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวเมืองขอนแก่น
ตรงข้ามบึงแก่นนครเราสามารถมองเห็น พระธาตุแก่นนคร
ซึ่งเป็นพระธาตุอีกแห่งหนึ่งที่มีความสวยงาม และเป็นพระธาตุที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด
เจดีย์เก้าชั้นสีทองตั้งตระหง่านอยู่อีกฟากหนึ่งของบึง
ดูแล้วรู้สึกเหมือนกับว่า กำลังยืนมองวัดอรุณ ฯ อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
สิ้นสุดการท่องเที่ยวสถานที่ประวัติศาสตร์ตรงนี้
ก็ถึงเวลารับประทานอาหารเย็นพอดี โปรแกรมวันนี้จึงจบลงด้วยกลิ่นอายของใบบุญ
...
|
| 19.00 น. |
อาหารเย็นที่ภัตตาการท้องถิ่น
พักผ่อนตามอัธยาศัย (หรืออาจไปท่องเที่ยวราตรี ในเมืองขอนแก่น
เพราะมี ผับมากมายให้ท่านเลือกไม่ว่า จะเป็น U-BAR
, GLUE BAR , R&B PUB , ร้านอาหารเพลงพิณที่มีเพลงเพื่อชีวิต
บรรเลงขับกล่อม) |
| |
|
| วันที่สอง |
รับประทานอาหารเช้า |
| 08.00 น. |
สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกของวันนี้
เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของทางภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะมองเห็นเขื่อนที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่มากอยู่ข้างหน้าแล้ว
เหนือพื้นน้ำขึ้นไป ทางขวามือก็มีแนวเขาขวางอยู่ มองไปสุดลูกหูลูกตาก็ยังหาจุดจบของแนวเขาลูกนั้นไม่เจอ
เขาลูกนี้ชื่อ ภูพาน เป็นอุทยานแห่งชาติ สถานทีที่น่าท่องเที่ยวอีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก.
เดินทางต่อไปยังสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่น่าสนใจอีกแห่ง
เขาเรียกชื่อสถานที่นั้นว่า บางแสน 2
หาดบางแสนสองเป็นหาดที่ต่อเนื่องจากเขื่อนอุบลรัตน์
และยังเป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดหนึ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี
สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโปรแกรมสุดท้ายของตอนเช้า
นั่นคือ อุทยานแห่งชาติ ภูเก้า ภูพานคำ
อุทยานแห่งชาติ ภูเก้า ภูพานคำ นี้ เป็นอุทยานตั้งตระหง่าน
อยู่ระหว่างพื้นที่ 3 จังหวัดของทางภาคอีสาน ได้แก่
จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดขอนแก่น
กินพื้นที่ประมาณ 201,250 ไร่ และสำหรับจังหวัดขอนแก่นนั้น
อุทยานแห่งชาติแห่งนี้จะอยู่บริเวณตอนเหนือของเขื่อนอุบลรัตน์ตามแนวเทือกเขาทั้งสองลูกที่แยกออกจากกันคือ
ภูเก้า และภูพานคำ
สิ่งแรกที่มองเห็นเมื่อเดินทางไปถึงหน้าอุทยานคือ
จุดชมวิว เรียกว่า ภูพานคำ จะมีจุดชมวิวที่สวยมากโดยเฉพาะยามเย็นเพราะแสงอาทิตย์จะทอแสงสีแดงส้มสะท้อนกับผืนน้ำ
ที่ทอประกายสวยใสจนยากที่ละสายตาออกมาได้เลยทีเดียว |
| 12.00 น. |
อาหารกลางวันที่ ภัตตาคารท้องถิ่น
เยี่ยมชม อนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติยศแห่ง ฯพณฯท่าน
พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
ซึ่งตั้งอยู่ภายใน ค่ายเปรมติณสูลานนท์
และภายใน ค่ายเปรมติณสูลานนท์ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น
มีสถานที่ที่สำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนั่นคือ
หอเกียริยศรัฐบุรุษ ค่ายเปรมติณสูลานนท์ ซึ่งได้ถูกสร้างออกมาเป็นกลุ่มอาคารชั้นเดียว
3 หลัง รูปแบบไทยประยุกต์ เชื่อมต่อกันด้วยส่วนทางเดิน
จำนวน 2 อาคาร ทุกห้องถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามน่าศึกษาและเที่ยวชม
สถานที่ต่อไป ต้องเป็นเส้นทางที่สร้างความระทึกเป็นอย่างมาก
เพราะ
เรากำลังจะเดินไป บ้านงูจงอาง!!! หมู่บ้านที่เล่ากันมาว่า
มีงูมากที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว!!
ที่ว่ามีงูเยอะมากนั้นก็เพราะว่าคนที่หมู่บ้านนี้
เลี้ยงงูไปเกือบทุกบ้าน และที่สำคัญคือ เขาเลี้ยงงูมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายก่อนจะมาตั้งชมรมงูจงอางแห่งประเทศไทยเสียอีก
และการเลี้ยงดูงูของพวกเขานั้น เขาก็เลี้ยงเหมือนกับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้านของเขากันเลย
ที่วัดศรีธรรมา ซึ่งอยู่ภายในหมู่บ้านโคกสง่าหรือบ้านงูจงอาง
จะมีสถานที่สำหรับเพาะพันธุ์งูเพื่อป้องกันไม่ให้งูสูญพันธุ์โดยเฉพาะ
และในที่ใกล้เคียงกันก็จะเป็นที่จัดแสดง การแสดงระหว่างคนกับงู
โดยสร้างขึ้นมาเหมือนกับเวทีมวย การแสดงที่เด่นมากของที่นี่คือ
" ชกมวยกับงู!! " โดยนักแสดงมืออาชีพ ที่คลุกคลีอยู่กับงูมานานนับ10ปี
งูที่นำมาแสดงด้วยนั้นจะเป็นงูจงอาง งูเห่า ตัวใหญ่มากพอสมควร
คนแสดงบอกว่า งูพวกนี้ไม่ต้องผ่านการฝึกฝนแต่อย่างใด
ยิ่งถ้าได้มาใหม่งูจะดุมาก ซึ่งเป็นการดีเพราะนั่นจะยิ่งแสดงได้ดีและเป็นการฝึกประสาทตาของนักแสดงที่ต้องดูทิศทางของงูที่จะพุ่งเข้ามาไปในตัว
นอกจากนี้ก็ยังมีการแสดงอื่นๆที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็น
การแสดงชุด " หญิงไทยใจเกินร้อย " คือการเอางูมาพันคอและเต้นหรือร่ายรำไปเรื่อยๆ
สุดท้ายก็จะเป็นการโชว์อมหัวงู รวมไปถึงการนำงูยัดเข้าไปในกางเกง
การแสดงแบบนี้ เด็กตัวเล็กๆก็มาแสดงโชว์ให้ดูได้อย่างไม่กลัวแต่อย่างใด
ส่วนใหญ่งูที่ใช้จะเป็นงูทางมะพร้าวซึ่งไม่ค่อยมีพิษเท่าไหร่นัก
เหนื่อยล้ามาทั้งวัน..เตรียมตัวร่วมงานดินเนอร์ โฮมพาแลง...ร่วมใจผูกเสี่ยว...พร้อมทานอาหารและฟังดนตรีพื้นเมือง..
|
| 19.00 น. |
อาหารค่ำที่ภัตตาคารโรงแรมกับ ธีม โฮมพาแลง..ร่วมใจผูกเสี่ยว...อิ่มอร่อยกับอาหาร
และเพลงพื้นบ้าน.....หลังทานอาหาร..ทำพิธีผูกเสี่ยว..
(ขอเชิญแต่งกาย ตามสไตล์ ของชาวอีสาน..) คำว่า เสี่ยว
เป็นภาษาอีสานแท้ๆ ซึ่งชาวอีสานทุกคนต่างมีความซาบซึ้งกับคำๆนี้
เป็นอย่างดี และเป็นคำที่มีความหมายไปในทางที่ดีงามอีกด้วย"เสี่ยว"
เป็นคำที่มีความหมายในทางที่ดีงาม เพราะหมายถึง มิตรแท้
เพื่อนแท้หรือเพื่อนตาย ซึ่งมีความซื่อสัตย์ ความจริงใจต่อกัน
มีความผูกพันทางด้านจิตใจกันอย่างจริงใจ การผูกเสี่ยว
ก็คือ การนำบุคคลสองคน หรือบุคคลในองค์กรมาผูกพันเป็นมิตรกัน
โดยการนำฝ้ายมาผูกข้อมือของแต่ละคน พร้อมทั้งให้โอวาท
และอวยพรให้เป็นเพื่อนตายต่อกัน (กิจกรรมนี้จะช่วยส่งเสริมให้
พนักงานมีความสามัคคี มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
สามารถทำงานเป็นทีมเวิร์กและบรรลุจุดประสงค์ของปริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ)
|
| |
|
| วันที่สาม |
รับประทานอาหารเช้า |
| 08.00 น. |
ก่อนที่จะเดินทางออกนอกเมืองแวะไปไหว้
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนกลับ สำหรับที่ท่องเที่ยวสุดท้าย
อยู่ที่อำเภอชนบท อำเภอที่ขึ้นชื่อในเรื่องของผ้าไหมมัดหมี่เป็นอย่างมาก
และที่ที่เราจะไปเยือนนี้คือ ที่ ศาลาไหมไทยศาลาไหมไทยแห่งนี้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน
เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอาคาร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม
2536 และได้พระราชทานอาคารหลังนี้ว่า " อาคารเฉลิมพระเกียรติ
60 พรรษา มหาราชินี "ศาลาไหมไทยมีลักษณะเป็นอาคารสองชั้น
ตั้งอยู่ภายในวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่นและจัดได้ว่าเป็นแหล่งผ้าที่มีความสำคัญมากในจังหวัดขอนแก่น
เพราะที่แห่งนี้จะรวบรวม กระบวนการทอผ้ามัดหมี่ รวบรวมไหมโบราณ
ออกแบบเครื่องแต่งกาย สาธิตการเลี้ยงไหม และทอผ้าไหมด้วยมืออีกทั้งยังให้การสนับสนุนส่งเสริมผู้ที่สนใจและรักในเส้นไหม
ทั้งที่มีโอกาสและด้อยโอกาส โดยมีการจัดโครงการฝึกอบรม
การทอผ้าไหมมัดหมี่แก่ แม่บ้าน เยาวชน นักเรียน และผู้พิการ
เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะในการทอผ้า การย้อม การออกแบบโดยยังอนุรักษ์ลายมัดหมี่
รวมทั้งการทอผ้าไหมด้วยมือ เพื่อให้ดำรงคงอยู่และเพิ่มประสิทธิภาพให้พัฒนายิ่งๆขึ้นไปนอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไหมอาทิ
ของที่ระลึกที่ทำจากรังไหม ดอกไม้ประดิษฐ์ แฟ้ม กระเป๋า
เน็คไท เสื้อ ฯลฯ จำหน่าย เพื่อเป็นของฝากสำหรับคนที่บ้าน
|
| 12.00 น. |
รับประทานอาหาร กลางวัน ณ. ภัตตาคาร
ท้องถิ่น |
| 18.00 น. |
เดินทางถึงกรุงเทพ ฯ โดยสวัสดิภาพ |
| |
|